

สามารถล้างหน้าและแต่งหน้าแบบเบา ๆ ได้
ตั้งแต่วันทำหัตถการ สามารถล้างหน้าและแต่งหน้าแบบเบา ๆ ได้ อย่างไรก็ตาม ในขั้นตอนการทำความสะอาดผิว ควรทำอย่างอ่อนโยน หลีกเลี่ยงการถูแรง เพื่อช่วยลดการระคายเคืองของผิว
สังเกตอาการตอบสนองชั่วคราวของผิว
หลังทำหัตถการ อาจมีอาการผิวแดง บวมเล็กน้อย หรือรู้สึกอุ่นบริเวณผิว ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ซึ่งถือเป็นการตอบสนองตามปกติจากการส่งพลังงานความร้อนเข้าสู่ผิว โดยทั่วไปอาการจะค่อย ๆ หายไปเองภายในไม่กี่ชั่วโมง
การป้องกันแสงแดดเป็นสิ่งจำเป็น
หลังทำหัตถการ ผิวจะมีความไวต่อแสงแดดมากกว่าปกติ เพื่อป้องกันการเกิดสีผิวไม่สม่ำเสมอและช่วยให้การฟื้นตัวเป็นไปอย่างปลอดภัย ควรทาครีมกันแดดค่า SPF 30 ขึ้นไป ทุกครั้งที่ออกนอกบ้าน รวมถึงขณะอยู่ในอาคาร และทาซ้ำทุก 2–3 ชั่วโมง
ดูแลเรื่องความชุ่มชื้นและการฟื้นฟูผิว
จากพลังงานความร้อนที่ใช้ในการรักษา อาจทำให้ผิวแห้งชั่วคราว ควรเพิ่มการทามอยส์เจอไรเซอร์หรือครีมบำรุงฟื้นฟูผิวอย่างเพียงพอ เพื่อเสริมความแข็งแรงของเกราะป้องกันผิว ซึ่งจะช่วยเสริมผลลัพธ์ของการยกกระชับและทำให้ผิวดูเรียบเนียนยิ่งขึ้น
หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เพิ่มความร้อนให้ผิว
ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่อาจลดประสิทธิภาพของการรักษาหรือกระตุ้นการอักเสบ เช่น ซาวน่า ห้องอบไอน้ำ การแช่น้ำร้อน หรือการออกกำลังกายอย่างหนัก ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เพิ่มอุณหภูมิของร่างกาย อย่างน้อย 1 สัปดาห์
งดพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองผิว
หลีกเลี่ยงการถู กด หรือนวดแรงบริเวณที่ทำหัตถการ รวมถึงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติผลัดเซลล์ผิวหรือสครับผิว ควรใช้คลีนเซอร์และผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่อ่อนโยนเป็นเวลาอย่างน้อย 1–2 สัปดาห์
งดการดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ชั่วคราว
แอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่เป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นการอักเสบและรบกวนกระบวนการสร้างคอลลาเจน เพื่อการฟื้นตัวที่ดี ควรงดอย่างน้อย 1 สัปดาห์ และหากเป็นไปได้ แนะนำให้งดเป็นเวลา 2 สัปดาห์
Ultherapy ของ Derna แตกต่างอย่างไร?
Derna ใช้เฉพาะ Ultherapy ของแท้ เวอร์ชันล่าสุด พร้อมประยุกต์ใช้ โปรโตคอลการรักษาเฉพาะของ Derna โดยเฉพาะเทคโนโลยีสำคัญอย่าง DeepSEE™ ที่ช่วยให้แพทย์สามารถ มองเห็น โครงสร้างผิวใต้ผิวหนังได้ลึกถึง 8 มิลลิเมตร เพื่อนำมาวางแผนการรักษาอย่างแม่นยำ และส่งพลังงานไปยัง ชั้นเป้าหมายที่ความลึก 1.5–4.5 มิลลิเมตร ได้อย่างตรงจุด โดยมีความคลาดเคลื่อนน้อยที่สุด ความแตกต่างด้านการวิเคราะห์เชิงวิทยาศาสตร์และเทคนิคการรักษาที่ละเอียด จึงส่งผลให้ผลลัพธ์มีความแตกต่างอย่างชัดเจน
ควรทำ Ultherapy บ่อยแค่ไหน?
ความถี่ในการทำขึ้นอยู่กับสภาพผิวและความสามารถในการคงผลลัพธ์ของแต่ละบุคคล โดยทั่วไปแนะนำให้ทำทุก 6 เดือน ถึง 1 ปี เพื่อคงสภาพผิวที่ดีอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการสร้างคอลลาเจนจะค่อย ๆ เกิดขึ้นตามธรรมชาติ การทำหัตถการตามรอบที่เหมาะสมจะช่วยเสริมผลลัพธ์ด้าน Anti-Aging อย่างต่อเนื่อง
ใครบ้างที่เห็นผลได้ดีจาก Ultherapy?
Ultherapy เป็นหัตถการที่เน้นการยกกระชับและทำให้ผิวตึงกระชับอย่างมีประสิทธิภาพสูง ผู้ที่มีไขมันบนใบหน้าในระดับหนึ่ง และมีปัญหาผิวหย่อนคล้อย จะเห็นผลได้ชัดเจนกว่าผู้ที่มีผิวหน้าน้อยมาก เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการปรับแนวหน้าให้คมชัด ลดเหนียง และแก้ปัญหาแก้มคล้อย เพื่อให้รูปหน้าเรียบเนียนและได้สัดส่วนมากขึ้น

คือหัตถการยกกระชับผิวแบบไม่ต้องผ่าตัดที่ใช้เทคโนโลยี คลื่นอัลตราซาวนด์ความเข้มข้นสูงแบบโฟกัส (High-Intensity Focused Ultrasound: HIFU) เพื่อส่งพลังงานลงสู่ชั้นผิวลึกได้อย่างแม่นยำด้วยระบบแสดงภาพแบบเรียลไทม์ DeepSEE™ แพทย์สามารถมองเห็นโครงสร้างผิวภายในขณะทำหัตถการ และปล่อยพลังงานความร้อนระดับ 65–70 องศาเซลเซียส ไปยังชั้นหนังแท้ (Dermis) และ ชั้นพังผืด (SMAS) ได้อย่างตรงจุด เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ภายในผิวเมื่อเวลาผ่านไป ผิวจะค่อย ๆ มีความกระชับและความยืดหยุ่นดีขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ช่วยให้ใบหน้าดูยกกระชับขึ้น โดยไม่ต้องผ่าตัด ที่ Derna ใช้อุปกรณ์ Ultherapy เวอร์ชันล่าสุด พร้อมระบบวิเคราะห์โครงสร้างผิวที่มีความละเอียด เพื่อให้แพทย์สามารถออกแบบการรักษาแบบเฉพาะบุคคล ให้เหมาะสมกับสภาพผิวและความต้องการของแต่ละราย



สามารถมองเห็นโครงสร้างผิวใต้ผิวหนังได้ลึกถึง 8 มิลลิเมตร และทำการรักษาได้อย่างแม่นยำที่ ความลึกเป้าหมายสูงสุด 4.5 มิลลิเมตร


มุ่งเน้นการรักษาที่ ชั้นต้นเหตุของความหย่อนคล้อย ช่วยยกกระชับผิวได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ


ผลลัพธ์การยกกระชับที่แข็งแรง คงรูปได้ดี ช่วยให้รูปหน้าแลดูเรียว กระชับ และได้สัดส่วนอย่างเป็นธรรมชาติ แม้เวลาผ่านไป ช่วยย่อและชัดบรรทัดให้ถูกด้วยนะ


ผู้ที่กังวลกับกรอบหน้าที่หย่อนคล้อยและแก้มห้อยทุกครั้งที่มองกระจก
ผู้ที่รู้สึกว่าโครงหน้าไม่ชัด หรือมีความไม่สมมาตรของใบหน้า
ผู้ที่ต้องการปรับลดไขมันเฉพาะจุด เช่น เหนียง หรือกระพุ้งแก้ม
ผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ที่อยู่ได้นานจากการทำหัตถการเพียงครั้งเดียว มากกว่าการทำบ่อย ๆ


หน้าผาก








ไม่ใช่เพียงการทาเท่านั้น แต่ใช้การแร็ปด้วยวัสดุเฉพาะทางเพื่อเพิ่มอัตราการดูดซึม ช่วยให้ตัวยาชาซึมลึกลงสู่ผิวอย่างมีประสิทธิภาพ และลดความรู้สึกเจ็บบริเวณผิวชั้นบนได้อย่างชัดเจน