

อาการบวมและรอยช้ำเป็นกระบวนการที่พบได้ตามปกติ
เนื่องจากเป็นการทำหัตถการด้วยการฉีด หลังทำอาจมีอาการบวมหรือรอยช้ำเกิดขึ้นได้ ซึ่งถือเป็นอาการที่พบได้ทั่วไป โดยส่วนใหญ่มักจะค่อย ๆ หายไปเองภายในประมาณ 1–2 สัปดาห์ จึงไม่จำเป็นต้องกังวลมากนัก ในช่วงแรกสามารถประคบเย็นเพื่อช่วยลดอาการได้
หลีกเลี่ยงการกดหรือสัมผัสบริเวณที่ทำหัตถการอย่างรุนแรง
ฟิลเลอร์ต้องใช้เวลาในการเข้าที่ หลังทำหัตถการประมาณ 2 สัปดาห์ ควรหลีกเลี่ยงการกด นวดแรง การทำทรีตเมนต์แบบกดจุด การนอนคว่ำ หรือพฤติกรรมที่อาจทำให้รูปทรงเปลี่ยนแปลง
หลีกเลี่ยงความร้อนที่มากเกินไป
กิจกรรมที่เพิ่มอุณหภูมิร่างกาย เช่น ซาวน่า ห้องอบไอน้ำ หรือการออกกำลังกายอย่างหนัก อาจทำให้อาการบวมหรือการอักเสบรุนแรงขึ้นได้ แนะนำให้หลีกเลี่ยงอย่างน้อย 1 สัปดาห์ และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ร้อนเกินไปเพื่อช่วยให้ฟื้นตัวได้ดีขึ้น
งดดื่มแอลกอฮอล์และงดสูบบุหรี่ชั่วคราว
แอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่สามารถกระตุ้นการอักเสบและทำให้หลอดเลือดขยาย ส่งผลให้รอยบวมและรอยช้ำหายช้าลง เพื่อการฟื้นตัวที่ดีและรวดเร็ว ควรงดอย่างน้อย 1 สัปดาห์
ล้างหน้าและแต่งหน้าแบบอ่อนโยนได้ตั้งแต่วันถัดไป
เพื่อป้องกันการติดเชื้อผ่านรอยเข็ม แนะนำให้เริ่มล้างหน้าและแต่งหน้าเบา ๆ ตั้งแต่วันถัดไป โดยควรทำความสะอาดผิวอย่างอ่อนโยน หลีกเลี่ยงการถูบริเวณที่ทำหัตถการแรง ๆ
หากมีอาการผิดปกติ กรุณาติดต่อคลินิกทันที
หากพบอาการผิดปกติ เช่น มีตุ่มพอง สีผิวเปลี่ยนไป หรือมีอาการปวดรุนแรงต่อเนื่องจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ควรรีบติดต่อคลินิกทันทีเพื่อตรวจประเมินอาการอย่างเหมาะสม
เทคโนโลยี NASHA™ และ OBT™ ของ Restylane แตกต่างกันอย่างไร?
เทคโนโลยีทั้งสองนี้เป็นตัวกำหนด "ลักษณะและคาแรคเตอร์" ของฟิลเลอร์ NASHA™ เป็นเทคโนโลยีที่ทำให้อนุภาคไฮยาลูรอนิกแอซิดมีความแข็งและคงรูปสูง ให้แรงพยุงและการยึดเกาะที่ดีเยี่ยม จึงเหมาะสำหรับการสร้างและคงรูปทรงที่ชัดเจน เช่น สันจมูกหรือปลายคาง OBT™ เป็นเทคโนโลยีที่ออกแบบให้อนุภาคไฮยาลูรอนิกแอซิดมีโครงสร้างตาข่ายที่นุ่มและยืดหยุ่น ทำให้เคลื่อนไหวได้อย่างเป็นธรรมชาติ จึงเหมาะกับบริเวณที่ต้องขยับตามสีหน้า เช่น ริมฝีปาก หรือร่องแก้ม
Juvederm กับ Restylane ต่างก็มีชื่อเสียง แตกต่างกันอย่างไร?
ทั้งสองเป็นฟิลเลอร์ระดับโลกเหมือนกัน แต่มีแนวทางที่แตกต่างกันเล็กน้อย Juvederm มีลักษณะเด่นเป็นเจลที่นุ่มและเรียบเนียนเป็นพิเศษ ช่วยให้ฟิลเลอร์ผสานกับผิวได้อย่างกลมกลืน เหมาะกับการสร้างวอลลุ่มที่ดูนุ่มละมุนและเป็นธรรมชาติ ส่วน Restylane มีทั้งชนิดที่เนื้อแน่น (NASHA™) และชนิดที่เนื้อนุ่มยืดหยุ่น (OBT™) จึงโดดเด่นเรื่องการออกแบบทรงอย่างละเอียดและการทำหัตถการแบบเฉพาะบุคคล หากต้องการปรับรูปหน้าอย่างประณีตและแม่นยำ Restylane ถือเป็นตัวเลือกที่ดีมาก
ทำไม Restylane ถึงได้รับความไว้วางใจทั่วโลก?
เพราะมีการใช้งานมาอย่างยาวนานในผู้รับบริการจำนวนมากทั่วโลก ทำให้มีข้อมูลทางคลินิกด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้แพทย์สามารถคาดการณ์ผลลัพธ์ของการรักษาได้อย่างแม่นยำ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความมั่นใจทั้งต่อแพทย์และผู้รับบริการ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ Restylane ได้รับการยอมรับว่าเป็น "มาตรฐานของฟิลเลอร์"

เป็นฟิลเลอร์ไฮยาลูรอนิกแอซิด (Hyaluronic Acid: HA) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ตัวแทนที่เปิดยุคของฟิลเลอร์ HAได้รับการใช้อย่างยาวนานทั่วโลก และพิสูจน์แล้วทั้งด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพ จนได้รับการยอมรับในฐานะฟิลเลอร์ระดับ “คลาสสิก” ด้วยเทคโนโลยีที่จดสิทธิบัตรสองรูปแบบ ได้แก่ กระบวนการ NASHA™ ที่ช่วยคงรูปและพยุงโครงสร้างได้ดีและกระบวนการ OBT™ ที่ช่วยให้เนื้อฟิลเลอร์เคลื่อนไหวได้อย่างนุ่มนวลเป็นธรรมชาติ จึงสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ละเอียด แม่นยำ และเหมาะสมกับลักษณะของแต่ละบริเวณ Restylane เป็นฟิลเลอร์ที่ได้รับความไว้วางใจมาอย่างยาวนาน ช่วยให้สามารถออกแบบรูปหน้าได้อย่างเหมาะสมกับแต่ละบุคคล และเป็นหนึ่งในทางเลือกฟิลเลอร์ที่มีความเสถียรและปลอดภัยสูง



ด้วยเทคโนโลยี NASHA™ และ OBT™ ช่วยออกแบบการรักษาให้เหมาะสมกับทุกบริเวณอย่างแม่นยำ


แม้ในขณะแสดงสีหน้า ก็ให้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ ไม่รู้สึกฝืน


ฟิลเลอร์ไฮยาลูรอนิกแอซิดที่ผ่านการยืนยันด้วยข้อมูลทางคลินิกจำนวนมากจากทั่วโลก


ผู้ที่ต้องการออกแบบเส้นสายที่คมชัดและละเอียด เช่น สันจมูก, ปลายคาง
ผู้ที่ต้องการการปรับให้ดูเป็นธรรมชาติในบริเวณที่มีการเคลื่อนไหวบ่อย เช่น ริมฝีปาก, รอบดวงตา
ผู้ที่ต้องการฉีดฟิลเลอร์ที่ได้รับการพิสูจน์ด้านความปลอดภัยมาอย่างยาวนาน
ผู้ที่ต้องการเสริมจุดเด่นของใบหน้า พร้อมปรับแก้จุดบกพร่องอย่างประณีตและเป็นธรรมชาติ


หน้าผาก








Derna ให้ความสำคัญกับความสบายของผู้รับบริการเป็นอันดับแรก ด้วยระบบการจัดการความเจ็บที่เป็นขั้นตอน ใช้เฉพาะกระบวนการที่จำเป็นอย่างเหมาะสม